วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

หน้าแรก

ที่ปรึกษา Blog

ที่ปรึกษา BLOG รุ่น1


1. ชื่อบล็อก 66_222วนิดา: การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย  
ที่อยู่ Blog  http://childcase66222.blogspot.com

2. ชื่อบล็อก 66_124อริษรา: การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย  
ที่อยู่ Blog  https://childcase66124.blogspot.com

3. ชื่อบล็อก 66_102อรวรรณ: การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย  
ที่อยู่ Blog  childcase66102.blogspot.com

การประเมินอีพอร์ตฟอลิโอ

  แบบประเมินBLOG 

นางสาวภาวิสา เสมอภาค รหัสนักศึกษา66121860103
โดยมีการเชิญผู้อ่านให้เข้าชมBLOGจากนั้นทำแบบประเมินจากLinkด้านล่าง

สรุปผลการประเมิน BLOG จากผู้เข้าเยี่ยมชม  

จำนวนผู้เข้าชม BLOG 11 คน
โดยแบ่งเป็น เพื่อนรุ่นแรกจำนวน 3 คน
                     เพื่อนรุ่นที่2 จำนวน   7 คน
                     ตนเองจำนวน            1 คน










  สะท้อนคิด  
    การทำงานลงในบล็อกครั้งนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้มากกว่าที่คาดไว้ ตั้งแต่การวางแผนเนื้อหา การจัดลำดับข้อมูล ไปจนถึงการออกแบบหน้าให้เหมาะสมและอ่านง่าย ระหว่างการทำงานฉันได้ฝึกความละเอียดรอบคอบและการคิดว่าผู้อ่านจะเข้าใจสิ่งที่เรานำเสนอหรือไม่เมื่อเผยแพร่ผลงานและเปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ เข้ามาประเมินเพื่อมีข้อเสนอแนะที่ได้รับช่วยให้เห็นมุมมองใหม่ๆทั้งจุดเด่นและจุดที่ควรปรับปรุง เช่น ความชัดเจนของเนื้อหา ความสวยงาม และความน่าสนใจของการนำเสนอ.




















วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Portfolio

 แฟ้มสะสมผลงานกิจกรรมที่ปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน 3 


รับชมกิจกรรมเต็มได้ที่ : https://drive.google.com/file/d/15Naou3PzwqdIgS5LfW5cf-ESzlMAwMPt/view?usp=sharing 
    ความรู้สึกจากกิจกรรมนี้ : การออกฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน 3 เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและน่าจดจำสำหรับดิฉันอย่างมาก เพราะได้มีโอกาสนำความรู้จากในห้องเรียนไปปรับใช้ในสถานการณ์จริงได้เรียนรู้ทั้งบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า



























การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

ความสำคัญและวัตถุประสงค์
    การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน [สพฐ.], 2568) วัตถุประสงค์ของการสังเกต คือ เพื่อเฝ้าระวัง ส่งเสริม และช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงทีตามความต้องการรายบุคคล

หลักการและขั้นตอนการดำเนินงาน
    1. การวางแผนการสังเกต กำหนดจุดมุ่งหมายและพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตให้ชัดเจน สอดคล้อง
กับมาตรฐานคุณภาพผู้เรียนและเป้าหมายการจัดประสบการณ์
    2. การเลือกรูปแบบการสังเกต ใช้การสังเกตทั้งแบบเป็นทางการ (มีการวางแผนล่วงหน้า) และแบบ
ไม่เป็นทางการในระหว่างกิจวัตรประจำวันหรือกิจกรรมต่าง ๆ
    3. การจดบันทึกพฤติกรรม บันทึกพฤติกรรมตามความเป็นจริง ไม่แทรกความคิดเห็นหรือการตัดสิน
ของครูในขณะสังเกต
    4. การยืนยันข้อมูล สังเกตพฤติกรรมเดียวกันอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ
ของข้อมูล

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
    การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. เพื่อประเมินความสามารถและค้นหาศักยภาพของเด็กในแต่ละด้าน
2. เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนส่งเสริมพัฒนาการรายบุคคล
3.เพื่อติดตามความก้าวหน้าของเด็กอย่างต่อเนื่อง
4.เพื่อศึกษาพัฒนาการเฉพาะด้านอย่างละเอียด
5.เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมหรือการเรียนรู้
6.เพื่อรายงานผลให้ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องรับทราบ
7.เพื่อจัดเก็บข้อมูลไว้ในแฟ้มประวัติสำหรับการแนะแนวหรือส่งต่อระดับชั้นถัดไป

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
โดยใช้เกณฑ์ คือ
     1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมี โครงสร้าง
     2.  เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก

ข้อดีของการสังเกต
    1. เด็กไม่ต้องใช้ทักษะการอ่านหรือการเขียน
    2.เด็กแสดงพฤติกรรมตามสภาพจริงและเป็นธรรมชาติ
    3.ไม่รบกวนกิจวัตรประจำวันของเด็ก
    4.ครูได้รับข้อมูลโดยตรงจากการปฏิบัติจริง
    5.เป็นวิธีการที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับในระดับปฐมวัย
ข้อจำกัดของการสังเกต
    1.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกภายในของเด็กได้โดยตรง
    2.ต้องสังเกตหลายครั้งจึงจะเข้าใจพฤติกรรมอย่างแท้จริง
    3.ผลการสังเกตอาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์และมุมมองของผู้สังเกต
    4.ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูล
    5.ทำได้ยากในบางสถานการณ์ที่ครูต้องดูแลเด็กหลายคนพร้อมกัน

ตัวอย่างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม



แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม




ความรู้ที่ได้รับ : จากการสังเกตพฤติกรรมเด็กในกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่าเด็กแต่ละคนมีรูปแบบการแสดงออก 
ความสนใจ และระดับสมาธิที่แตกต่างกัน การเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงช่วยให้เห็นพัฒนาการทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ 
สังคม และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างชัดเจน


การใช้สารนิทัศน์

 การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นการจัดทำและรวบรวมข้อมูลที่เป็นหลักฐานแสดงร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มอย่างต่อเนื่อง หลักฐานและข้อมูลที่บันทึกไว้เป็นระยะจะช่วยบ่งบอกพัฒนาการของเด็กทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์–จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา รวมทั้งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู

การจัดทำสารนิทัศน์

  1. ครูจัดทำพอร์ตโฟลิโอของเด็กเป็นรายบุคคล โดยรวบรวมชิ้นงาน ภาพถ่าย หรือผลงานจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงพัฒนาการของเด็ก

  2. ครูบันทึกคำบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากการเรียนรู้และการทำกิจกรรม

  3. ครูสังเกตและบันทึกพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยใช้แบบสังเกตพัฒนาการ แบบบันทึกพฤติกรรม หรือการบันทึกสั้น ๆ ประกอบการประเมิน

  4. ครูส่งเสริมให้เด็กสะท้อนความคิดและความรู้สึกของตนเองจากการทำกิจกรรม และบันทึกคำพูดหรือพฤติกรรมของเด็กไว้ในรูปแบบข้อความ ภาพถ่าย หรือการบันทึกเสียง/ภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน


สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

กิจกรรมเสริมประสบการณ์ หน่วยค่านิยมไทย เรื่องชุดประจำชาติไทย
    กิจกรรมเสริมประสบการณ์ในหน่วยค่านิยมไทย เรื่อง “ชุดประจำชาติไทย” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับเอกลักษณ์ความเป็นไทย ผ่านการทำความรู้จักกับชุดไทยในรูปแบบต่าง ๆ โดยครูเริ่มกิจกรรมด้วยการสนทนานำเข้าสู่บทเรียน เช่น การตั้งคำถามว่าเด็กเคยเห็นชุดไทยที่ไหน เคยใส่หรือไม่ และคิดว่าชุดไทยมีลักษณะอย่างไร จากนั้นครูได้นำภาพหรือชุดไทยตัวอย่างมาให้เด็กสังเกต พร้อมอธิบายลักษณะ สีสัน และโอกาสที่ใช้สวมใส่

ภาพที่ 1 คุณครูพูดคุยและอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับชุดประจำชาติไทย
คำพูดเด็ก 
" หนูเคยใส่รำ"
"หนูชอบชุดสีแดง"
"คุณครูให้หนูใส่ชุดไทยไหม"
สิ่งที่เด็กได้รับ : เด็กได้สังเกตและบอกลักษณะของชุดไทยได้ เช่น สี รูปแบบ และโอกาสในการสวมใส่ เด็กได้พัฒนาทักษะด้านภาษา จากการฟังครู สนทนา ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดไทยที่ตนเคยพบเห็น



ภาพที่ 2 คุณครูอธิบายเกี่ยวกับการทำตุ๊กตาชุดไทย
คำพูดเด็ก 
" หนูชอบชุดไทย"
"หนูอยากระบายสี"
"หนูเคยใส่ชุดไทย"
สิ่งที่เด็กได้รับ : เด็กสามารถสังเกตความแตกต่างของชุดไทยแต่ละแบบ และเข้าใจว่าชุดไทยเป็นการแต่งกายที่สะท้อนวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ความเป็นไทย


ภาพที่ 3 เด็กตุ๊กตาชุดไทย

คำพูดเด็ก 
" หนูระบายสีสวย"
"คุณครูช่วยหนูหน่อย"
"ชุดไทยหนูสีม่วง"
สิ่งที่เด็กได้รับ : เด็กได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์จากการเลือกใช้สี และออกแบบการตกแต่งชุดไทยตามจินตนาการ พร้อมทั้งได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะ สี และรูปแบบของชุดไทย


ภาพที่ 4 ผลงานของนักเรียน


คำพูดเด็ก 
" ของหนูสวยไหม"
"หนูอยากเอาไปเล่นที่บ้าน"
"หนูอยากพี่หนูดู"
สิ่งที่เด็กได้รับ : เด็กสามารถทำกิจกรรมจนสำเร็จเป็นผลงาน “ตุ๊กตาชุดไทย” โดยเด็กได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การเลือกสี ระบายสี และตกแต่งรายละเอียดของชุดไทยตามความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง








การใช้แฟ้มผลงานเด็ก

 

การใช้แฟ้มงานเด็ก


แฟ้มสะสมงาน (Portfolios)

           แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กที่สำคัญ โดยช่วยติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรวบรวมผลงานที่แสดงถึง ความสามารถ ความก้าวหน้า และความพยายามของเด็ก ในด้านต่าง ๆ เช่น งานวาดภาพ งานประดิษฐ์ หรือผลงานจากกิจกรรมการเรียนรู้

ลักษณะของแฟ้มสะสมงานเด็ก
1.เน้นผลงานที่เด็กมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
2.คัดเลือกผลงานที่มีความหมายและคุณค่าต่อเด็ก
3.แสดงความก้าวหน้าของเด็กตามช่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง
4.ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน
5.ใช้ประเมินพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินเพียงครั้งเดียว
6.เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับครูและผู้ปกครองในการติดตามพัฒนาการเด็ก

ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงานเด็ก

สำหรับเด็ก
    ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความ ภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้น ให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ต่อไป

สำหรับครู
    แฟ้มสะสมงานช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

สำหรับผู้ปกครอง
    แฟ้มสะสมงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กได้ดียิ่งขึ้น












การใช้แบบทดสอบ

 

การใช้แบบทดสอบ


การใช้แบบทดสอบ (Test) 
       การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลอพอง, 2525)
การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
> เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การ รับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง
> ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไรประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
    1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย
เป็นหลัก ในการสร้างแบบทดสอบ
    2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ
แบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียน ในประเทศ

การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น
    1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด
    2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
    3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
    4. สร้างแบบทดสอบ
    ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ (สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถ ด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
    (สมมติ) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ หมายถึง ความสามารถของเด็กในการแสดงความ
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก ดีใจหรือมีความสุข เสียใจหรือเศร้า กลัวและโกรธ เมือเด็กได้เผชิญปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถแสดงความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม หรือไม่
ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
    (สมมติ) พัฒนาการด้านสังคม หมายถึง ความสามารถของเด็ก ในการปรับตัวเข้ากับสังคม นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคมหมายถึง สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และรู้จักแบ่งปันสิ่งของตนเองให้กับผู้อื่น

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
    1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
    2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกน ร่วม ของทุก โรงเรียน ในประเทศ
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
    1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
    2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุด ด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
    3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
    4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
    5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
    1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี
    2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยว
กับ
พัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก
    3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก
    4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนด วัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้
- พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
- เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
- ความกังวล
- ระยะเวลาสอบ
- ไม่คุ้นกับสถานที่
    5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการ
สอบ