หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ทะเบียนคุมชิ้นงาน
- แนะนำตัว
- การประเมินอีพอร์ตโฟลิโอ
- ภาพเข้าเรียนออนไลน์
- แบบฝึกคิดดอกไม้
- ดอกไม้
- แบบฝึกคิดการประเมินพัฒนาการเรียนรู้
- เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
- ประวัติกรณีศึกษา
- การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
- การสัมภาษณ์
- การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก
- การเขียนบันทึกประจำวัน
- การใช้แบบประเมินพัฒนาการ
- การทำสังคมมิติ
- การใช้แบบทดสอบ
- การใช้แฟ้มผลงานเด็ก
- การใช้สารนิทัศน์
- การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินและพัฒนาผู้เรียน
- Portfolio
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
หน้าแรก
การประเมินอีพอร์ตฟอลิโอ
แบบประเมินBLOG
นางสาวภาวิสา เสมอภาค รหัสนักศึกษา66121860103โดยมีการเชิญผู้อ่านให้เข้าชมBLOGจากนั้นทำแบบประเมินจากLinkด้านล่าง
วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
Portfolio
แฟ้มสะสมผลงานกิจกรรมที่ปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน 3
การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
3. การจดบันทึกพฤติกรรม บันทึกพฤติกรรมตามความเป็นจริง ไม่แทรกความคิดเห็นหรือการตัดสิน
4. การยืนยันข้อมูล สังเกตพฤติกรรมเดียวกันอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ
1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมี โครงสร้าง
2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก
1. เด็กไม่ต้องใช้ทักษะการอ่านหรือการเขียน
2.เด็กแสดงพฤติกรรมตามสภาพจริงและเป็นธรรมชาติ
3.ไม่รบกวนกิจวัตรประจำวันของเด็ก
4.ครูได้รับข้อมูลโดยตรงจากการปฏิบัติจริง
5.เป็นวิธีการที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับในระดับปฐมวัย
ข้อจำกัดของการสังเกต
1.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกภายในของเด็กได้โดยตรง
2.ต้องสังเกตหลายครั้งจึงจะเข้าใจพฤติกรรมอย่างแท้จริง
3.ผลการสังเกตอาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์และมุมมองของผู้สังเกต
4.ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูล
5.ทำได้ยากในบางสถานการณ์ที่ครูต้องดูแลเด็กหลายคนพร้อมกัน
ตัวอย่างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม
แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม
แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม
การใช้สารนิทัศน์
การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก
การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นการจัดทำและรวบรวมข้อมูลที่เป็นหลักฐานแสดงร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มอย่างต่อเนื่อง หลักฐานและข้อมูลที่บันทึกไว้เป็นระยะจะช่วยบ่งบอกพัฒนาการของเด็กทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์–จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา รวมทั้งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู
การจัดทำสารนิทัศน์
ครูจัดทำพอร์ตโฟลิโอของเด็กเป็นรายบุคคล โดยรวบรวมชิ้นงาน ภาพถ่าย หรือผลงานจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงพัฒนาการของเด็ก
ครูบันทึกคำบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากการเรียนรู้และการทำกิจกรรม
ครูสังเกตและบันทึกพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยใช้แบบสังเกตพัฒนาการ แบบบันทึกพฤติกรรม หรือการบันทึกสั้น ๆ ประกอบการประเมิน
ครูส่งเสริมให้เด็กสะท้อนความคิดและความรู้สึกของตนเองจากการทำกิจกรรม และบันทึกคำพูดหรือพฤติกรรมของเด็กไว้ในรูปแบบข้อความ ภาพถ่าย หรือการบันทึกเสียง/ภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน
สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก
ภาพที่ 4 ผลงานของนักเรียน
การใช้แฟ้มผลงานเด็ก
การใช้แฟ้มงานเด็ก
แฟ้มสะสมงาน (Portfolios)
แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กที่สำคัญ โดยช่วยติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรวบรวมผลงานที่แสดงถึง ความสามารถ ความก้าวหน้า และความพยายามของเด็ก ในด้านต่าง ๆ เช่น งานวาดภาพ งานประดิษฐ์ หรือผลงานจากกิจกรรมการเรียนรู้
2.คัดเลือกผลงานที่มีความหมายและคุณค่าต่อเด็ก
3.แสดงความก้าวหน้าของเด็กตามช่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง
4.ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน
5.ใช้ประเมินพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินเพียงครั้งเดียว
6.เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับครูและผู้ปกครองในการติดตามพัฒนาการเด็ก
ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงานเด็ก
สำหรับครู
แฟ้มสะสมงานช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
สำหรับผู้ปกครอง
แฟ้มสะสมงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กได้ดียิ่งขึ้น
การใช้แบบทดสอบ
การใช้แบบทดสอบ
การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลอพอง, 2525)
การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
> เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การ รับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง
> ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไรประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย
เป็นหลัก ในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ
แบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียน ในประเทศ
การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น
1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด
2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
4. สร้างแบบทดสอบ
ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ (สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถ ด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป
ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ หมายถึง ความสามารถของเด็กในการแสดงความ
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก ดีใจหรือมีความสุข เสียใจหรือเศร้า กลัวและโกรธ เมือเด็กได้เผชิญปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถแสดงความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม หรือไม่
ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านสังคม หมายถึง ความสามารถของเด็ก ในการปรับตัวเข้ากับสังคม นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคมหมายถึง สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และรู้จักแบ่งปันสิ่งของตนเองให้กับผู้อื่น
ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกน ร่วม ของทุก โรงเรียน ในประเทศ
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุด ด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี
2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยว
กับ
พัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก
3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก
4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนด วัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้
- พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
- เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
- ความกังวล
- ระยะเวลาสอบ
- ไม่คุ้นกับสถานที่
5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการ
สอบ
การทำสังคมมิติ
การทำสังคมมิติ
การทำสังคมมิติ (Sociogram)
การใช้แบบประเมินพัฒนาการ
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Checklists)
ข้อจำกัดของการใช้ Checklists
1.สามารถประเมินพฤติกรรมได้ในขอบเขตที่จำกัด
2.ผู้ประเมินต้องมีการทบทวนและสะท้อนความคิดอย่างรอบคอบ
3.ต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
4.ไม่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมที่มีความซับซ้อน
การเขียนบันทึกประจำวัน
การเขียนบันทึกประจำวัน
บันทึกประจำวันฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
วัน เดือน ปี : 9 ธันวาคม 2568
สถานที่ฝึกประสบการณ์ : โรงเรียนบ้านแกน้อย















